ผู้นำองค์กรแห่งอนาคต: การฟังอย่างลึกซึ้งสู่ Agile Organization

Deep listening leads to agile organization

ในโลกทุกวันนี้ปฏิเสธไม่ได้ว่าความสำเร็จขององค์กรส่วนหนึ่งขึ้นอยู่กับความสามารถในการปรับตัวและตอบสนองความต้องการที่เปลี่ยนแปลงไปของลูกค้าได้อย่างว่องไวและเฉียบคม องค์กรจำเป็นต้องมีความยืดหยุ่นและคล่องตัว (Agility) เพื่อให้สามารถดำเนินการได้อย่างรวดเร็วและมีประสิทธิภาพ อย่างไรก็ตาม ความคล่องตัวที่แท้จริงไม่ได้มาจากความรวดเร็วในการตอบสนองต่อสิ่งต่างๆ แต่เพียงอย่างเดียว แต่มาจากความสามารถในการเข้าใจความต้องการอย่างลึกซึ้ง ซึ่งจะเกิดขึ้นได้จากการดำรงตนเพื่อคนตรงหน้า มีสติในการฟังอย่างตั้งใจและเปิดใจ

การฟังอย่างลึกซึ้ง เป็นทักษะสำคัญที่ผู้นำองค์กรในยุคปัจจุบันจำเป็นต้องมี เนื่องจากจะช่วยให้เข้าใจความต้องการที่แท้จริงของลูกค้าได้อย่างชัดเจน ซึ่งจะนำไปสู่การพัฒนาผลิตภัณฑ์และบริการที่ตรงใจลูกค้ามากขึ้น นอกจากนี้ การฟังอย่างลึกซึ้งยังเป็นพื้นที่ปลอดภัย เปิดโอกาสให้พนักงานได้แสดงความคิดเห็นและแบ่งปันไอเดีย ซึ่งจะนำไปสู่การพัฒนากลยุทธ์ที่สอดคล้องกับความต้องการของลูกค้าได้อย่างแท้จริง

Agile-Deep listening - Coaching 2

การฟังอย่างลึกซึ้งทำให้ได้ยินถึงแรงผลักดันภายในภายในตัวตน

เมื่อผู้นำสามารถเข้าถึงแรงผลักดันภายในของพนักงาน ก็จะสามารถนำศักยภาพที่ดีที่สุดของแต่ละบุคคลออกมาใช้ประโยชน์ได้อย่างเต็มที่ การฟังอย่างลึกซึ้งจะช่วยให้ผู้นำเข้าใจถึงแรงผลักดันภายในที่ทำให้เกิดแรงจูงใจ ความกังวล และความคาดหวังของพนักงานได้อย่างชัดเจน ซึ่งจะนำไปสู่การสร้างบรรยากาศการทำงานที่เอื้อต่อการสร้างสรรค์และการมีส่วนร่วม ทำให้พนักงานรู้สึกได้รับการตอบสนองและมีส่วนร่วมในการขับเคลื่อนองค์กร

Business success

ถึงแม้การฟังอย่างลึกซึ้งอาจต้องใช้เวลาและความพยายาม แต่มันคือกุญแจสำคัญในการเปลี่ยนแปลงองค์กรให้มีความคล่องตัวอย่างแท้จริง โดยการฟังจะทำให้เกิดพื้นที่ปลอดภัยที่จะนำให้เกิดการเสนอมุมมองใหม่ๆ และสร้างความเข้าใจร่วมกันระหว่างผู้นำและพนักงาน จะทำให้องค์กรสามารถปรับตัวและตอบสนองความต้องการของลูกค้าได้อย่างรวดเร็วและมีประสิทธิภาพมากขึ้น เมื่อทุกคนในองค์กรมีเป้าหมายและทิศทางเดียวกัน ก็จะสามารถร่วมมือกันอย่างราบรื่นและมีประสิทธิภาพสูงสุด

 

การฟังอย่างลึกซึ้งจึงเป็นทักษะสำคัญของผู้นำองค์กรในศตวรรษที่ 21 ที่จะนำพาองค์กรก้าวไปสู่ความเป็น Agility Organization และประสบความสำเร็จในระยะยาว โดยการสร้างความเข้าใจอย่างลึกซึ้ง สร้างบรรยากาศการทำงานที่เอื้อต่อการมีส่วนร่วม และสามารถปรับตัวตามการเปลี่ยนแปลงของตลาดได้อย่างรวดเร็ว

 

ผู้นำองค์กรจำเป็นต้องตระหนักถึงความสำคัญของการฟังอย่างลึกซึ้ง และพัฒนาทักษะนี้อย่างจริงจัง เพื่อฟังให้ได้ยินความต้องการของลูกค้าและพนักงาน เปิดโอกาสในการรับข้อมูลและมุมมองใหม่ๆ ที่อาจนำไปสู่นวัตกรรมและความคิดสร้างสรรค์ ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญในการสร้างความได้เปรียบทางการแข่งขัน

เริ่มต้นด้วยการตั้งใจฟังอย่างแท้จริ

ไม่ว่าจะเป็นการประชุมหรือการสนทนาทั่วไป ให้ความสนใจอย่างเต็มที่กับสิ่งที่ผู้อื่นกำลังพูด พยายามเข้าใจมุมมองและประสบการณ์ของพวกเขา แทนที่จะรีบวิพากษ์วิจารณ์หรือตัดบท อย่าปล่อยให้อคติหรือความคิดที่ตายตัวมาขวางกั้นการรับฟัง เปิดใจและเปิดรับความคิดเห็นที่แตกต่างออกไป

 

นอกจากนี้ ผู้นำควรสร้างบรรยากาศที่ส่งเสริมการฟังอย่างลึกซึ้งในองค์กร สนับสนุนให้พนักงานแสดงความคิดเห็นและแบ่งปันประสบการณ์โดยไม่ต้องกลัวถูกตำหนิหรือประณาม จัดให้มีช่องทางการสื่อสารที่เปิดกว้างและหลากหลาย เช่น การประชุมกลุ่มย่อย การสำรวจความคิดเห็น หรือแม้แต่การพูดคุยกันแบบไม่เป็นทางการ และรวมถึงการส่งเสริมให้พนักงานมีทักษะการฟังเพื่อเป็นพื้นที่ปลอดภัยให้กันและกัน สร้างที่ทำงานให้เป็น Happy Workplace

 

ผู้นำองค์กรที่ประสบความสำเร็จ จะต้องมีความยืดหยุ่นและสามารถปรับตัวได้อย่างรวดเร็ว การฟังอย่างลึกซึ้งจะเป็นเครื่องมือสำคัญในการสร้างความเข้าใจ สร้างการมีส่วนร่วม และตอบสนองความต้องการได้อย่างตรงจุด เป็นการ Transform องค์กรให้มีความคล่องตัว (Agile) อย่างแท้จริง พร้อมเผชิญหน้ากับทุกการเปลี่ยนแปลงและความท้าทายที่จะเกิดขึ้นในอนาคต

การโค้ช : ความสำคัญของการโค้ช
ในการสร้างความร่วมมือและความรักในองค์กร

Coaching -The importance in building collaboration and love in organization

การโค้ช ถือเป็นเครื่องมือสำคัญในการสร้างความร่วมมือในองค์กร โดยมีจุดมุ่งหมายเพื่อช่วยให้พนักงานสามารถพัฒนาทักษะการเข้าใจผู้อื่นโดยไม่ตัดสิน เกิดความเข้าใจและเห็นใจ สื่อสารและการทำงานเป็นทีมได้อย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งจะนำไปสู่การสร้างบรรยากาศแห่งความร่วมมือและความรักในองค์กรได้ในที่สุด

หนึ่งในประเด็นสำคัญที่องค์กรจำนวนมากต้องการ คือ การสร้างความร่วมมือ (Collaboration) และความสัมพันธ์อันดีระหว่างพนักงานภายในองค์กร ทั้งนี้เพราะหากพนักงานมีความสามัคคี เข้าใจซึ่งกันและกัน และร่วมมือกันอย่างแท้จริง ย่อมส่งผลดีต่อประสิทธิภาพและผลิตภาพขององค์กรโดยรวม

Coaching Business Team

อย่างไรก็ตาม การสร้างความร่วมมือและความสัมพันธ์อันดีภายในองค์กรนั้นมิใช่เรื่องง่าย เนื่องจากพนักงานแต่ละคนมีความแตกต่างกันทั้งในด้านบุคลิกภาพ ค่านิยม และความต้องการส่วนบุคคล ซึ่งก่อให้เกิดความขัดแย้งและข้อพิพาทได้ง่าย ดังนั้น การโค้ชจึงมีบทบาทสำคัญในการสร้างสภาพแวดล้อมที่เอื้ออำนวยต่อความร่วมมือและความรักในองค์กร

บทบาทของการโค้ชในการสร้างความร่วมมือและความรักในองค์กร

  1. การโค้ช ช่วยในการพัฒนาทักษะการสื่อสารอย่างมีประสิทธิภาพ การโค้ชช่วยให้พนักงานได้พัฒนาทักษะการสื่อสารที่ดี ทั้งการรับฟัง การตั้งคำถาม และการให้ข้อมูลป้อนกลับอย่างสร้างสรรค์ ซึ่งจะช่วยลดความเข้าใจผิดและความขัดแย้งภายในทีม             
  2. การโค้ชช่วยสร้างความเข้าใจในบทบาทและเป้าหมายร่วมกันผ่านกระบวนการโค้ช พนักงานจะได้เรียนรู้ที่จะเข้าใจบทบาทและเป้าหมายร่วมกันขององค์กร รวมถึงสามารถวางแผนและดำเนินการเพื่อให้บรรลุเป้าหมายเหล่านั้นได้อย่างมีประสิทธิภาพ
  3. การโค้ชช่วยในการพัฒนาทักษะการทำงานเป็นทีม การโค้ชมุ่งเน้นที่การสร้างบรรยากาศของการเรียนรู้และการยอมรับความคิดเห็นที่แตกต่างหลากหลาย ทำให้พนักงานได้ฝึกทักษะการทำงานเป็นทีม การประนีประนอม และการยอมรับฟังความคิดเห็นของผู้อื่น
  4. การโค้ชช่วยส่งเสริมวัฒนธรรมองค์กรแห่งความไว้วางใจและการให้อภัย ในกระบวนการโค้ช โค้ชจะสร้างบรรยากาศที่เป็นพื้นที่ปลอดภัยไม่ตัดสิน ทำให้พนักงานกล้าที่จะเปิดเผยและแบ่งปันประสบการณ์ ยอมรับข้อผิดพลาด และเรียนรู้ที่จะให้อภัยซึ่งกันและกัน
  5. เสริมสร้างการมุ่งเน้นถึงคุณค่าและเป้าหมายร่วม การโค้ชสามารถช่วยให้พนักงานมองเห็นคุณค่าและเป้าหมายของตนที่สอดคล้องกับเป้าหมายขององค์กร และนำมาซึ่งความร่วมมือในการบรรลุเป้าหมายเหล่านั้นร่วมกัน มากกว่าการแบ่งข้างแบ่งฝ่าย แผนกฉัน แผนกเธอ
Coach-Listening-Business

สรุป

หากองค์กรใดสามารถสร้างบรรยากาศของการยอมรับฟัง การให้อภัย และการมองเห็นคุณค่าร่วม ซึ่งเป็นสิ่งที่การโค้ชช่วยส่งเสริมได้ ย่อมนำมาซึ่งความร่วมมือและความรักระหว่างพนักงานภายในองค์กรนั้นอย่างแท้จริง ผลลัพธ์ที่ตามมา คือประสิทธิภาพและผลิตภาพที่สูงขึ้นตามมา

 

การโค้ชจึงนับเป็นกุญแจสำคัญในการขับเคลื่อนองค์กรให้ประสบความสำเร็จอย่างยั่งยืน ช่วยส่งเสริมให้เกิดสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อความร่วมมือ ความเคารพนับถือ และความรักระหว่างพนักงาน เมื่อพนักงานทุกคนร่วมแรงร่วมใจกัน องค์กรย่อมก้าวหน้าไปได้อย่างมั่นคง

เราใช้คุกกี้เพื่อพัฒนาประสิทธิภาพ และประสบการณ์ที่ดีในการใช้เว็บไซต์ของคุณ คุณสามารถศึกษารายละเอียดได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว และสามารถจัดการความเป็นส่วนตัวเองได้ของคุณได้เองโดยคลิกที่ ตั้งค่า

Privacy Preferences

คุณสามารถเลือกการตั้งค่าคุกกี้โดยเปิด/ปิด คุกกี้ในแต่ละประเภทได้ตามความต้องการ ยกเว้น คุกกี้ที่จำเป็น

Allow All
Manage Consent Preferences
  • คุกกี้ที่จำเป็น
    Always Active

    ประเภทของคุกกี้มีความจำเป็นสำหรับการทำงานของเว็บไซต์ เพื่อให้คุณสามารถใช้ได้อย่างเป็นปกติ และเข้าชมเว็บไซต์ คุณไม่สามารถปิดการทำงานของคุกกี้นี้ในระบบเว็บไซต์ของเราได้

  • ข้อมูลส่วนบุคคลทั่วไป (Personal Data)

    วัตถุประสงค์ในการประมวลผลข้อมูล 1. บริษัทมีความจำเป็นเก็บรวบรวมใช้ข้อมูลส่วนบุคคลของผู้ใช้บริการ เพื่อการให้บริการที่กำหนดและระบุไว้สำหรับแต่ละเงื่อนไขการให้บริการของบริษัท อันรวมถึงเพื่อการยืนยันตัวตนและติดตามในการทำธุรกรรมต่างๆ ของผู้ใช้บริการ เพื่อการตรวจสอบเงื่อนไขการชำระเงินค่าบริการ เพื่อใช้ในการติดต่อสื่อสารกับผู้ใช้บริการ เป็นต้น 2. บริษัทมีความจำเป็นเก็บและใช้ข้อมูลส่วนบุคคลของผู้ใช้บริการ เพื่อการวิเคราะห์ความสนใจของผู้ใช้บริการ เพื่อให้สามารถเสนอสิทธิประโยชน์หรือบริการตามความสนใจของผู้ใช้บริการได้มากขึ้น หรือเพื่อการสร้างความสัมพันธ์ที่ดีขึ้นระหว่างบริษัทและผู้ใช้บริการ 3. บริษัทมีความจำเป็นจัดเก็บและใช้ข้อมูลส่วนบุคคลของผู้ใช้บริการ เพื่อวัตถุประสงค์ในการให้บริการสนับสนุนอื่นๆ เช่น การติดต่อสอบถามข้อมูลติชมแสดงความคิดเห็นหลังการบริการ หรือการส่งคำร้องต่างๆ 4. บริษัทมีความจำเป็นจัดเก็บข้อมูลส่วนบุคคลของผู้ใช้บริการ เพื่อปฏิบัติตามข้อกฎหมายและระเบียบบังคับใช้ของรัฐ เช่น การจัดทำเอกสารภาษี หัก ณ ที่จ่าย หรือการดำเนินการอื่นๆ ที่กฎหมายกำหนด ทั้งนี้ บริษัทจะเก็บและรวบรวมข้อมูลส่วนบุคคลของผู้ใช้บริการไว้ตลอดระยะเวลา ตราบเท่าที่ผู้ใช้บริการยังคงเป็นผู้ใช้บริการของบริษัทอยู่ และบริษัทสงวนสิทธิเก็บข้อมูลไว้อีกเป็นระยะเวลา 3 ปีหลังจากผู้ใช้บริการยกเลิกการใช้บริการ เพื่อประโยชน์ในการปกป้องและต่อสู้สิทธิต่างๆ ของบริษัท เว้นแต่กฎหมายที่เกี่ยวข้องกำหนดให้บริษัทมีหน้าที่เก็บข้อมูลส่วนบุคคลไว้เป็นระยะเวลาอื่น บริษัทอาจมีความจำเป็นต้องเก็บข้อมูลไว้เป็นระยะเวลาที่ยาวนานกว่า 3 ปี

Save